BLOG

ผิวแตกลาย

ท้องลาย น่องลาย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่การที่ผิวหนังแตกลายเป็นเพราะการขยายตัวของกล้ามเนื้อและ/หรือกระดูกที่เร็วมากจนผิวหนังยืดตัวตามไม่ทัน ผิวบริเวณดังกล่าวจึงปริออกเป็นเส้นคล้ายผิวแตกลายงา ตำแหน่งของร่างกายที่เกิดภาวะนี้ได้บ่อย ได้แก่ บริเวณต้นขา ก้น และราวนมในวัยรุ่น หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและบริเวณหน้าท้องในหญิงหลังคลอด นอกจากนี้ยังพบรอยแตกตัวของผิวหนังได้ในผู้ป่วยที่รับประทานหรือทายาประเภทสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ รอยแตกของผิวในระยะแรกที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะเป็นรอยสีแดงหรือสีชมพู ถ้าปล่อยทิ้งไว้ รอยเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว และถ้าสังเกตให้ดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณผิวของรอยแตกไม่ได้เรียบเสมอกับผิวหนังปกติโดยรอบ แต่จะยุบตัวลงเล็กน้อย การรักษาได้ผลแค่ไหน ถ้าดูกันให้ลึกๆ ด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่า ที่จริงแล้วรอยแตกของผิวมีลักษณะทางพยาธิสภาพคล้ายแผลเป็นหลุมสิว ขึ้นชื่อว่าแผลเป็นแล้วไม่ว่าคุณจะรักษาอย่างไร ก็ไม่สามารถจะทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวกลับมาเรียบเนียนร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม การรักษาที่เริ่มต้นเร็วตั้งแต่รอยแตกลายยังเป็นสีชมพูมักจะได้ผลการรักษาที่ดีกว่ารอยแตกลายที่ปล่อยไว้นานจนกลายเป็นรอยเส้นสีขาว การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้รอยแตกหายไปได้ไหม การหลีกเลี่ยงสาเหตุของการเกิดรอยแตกไม่ได้ทำให้รอยแตกที่เกิดขึ้นแล้วหายไปได้ แต่การหลีกเลี่ยงสาเหตุควบคู่ไปกับการรักษาช่วยป้องกันไม่ให้การเกิดรอยแตกใหม่ๆ ขึ้นอีก และอาจช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น เช่น คนที่น้ำหนักเกินก็ควรควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก หากรอยแตกเกิดจากการรับประทานหรือทายาสเตียรอยด์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาประเภทนี้ (ถ้าทำได้) แต่รอยแตกที่เกิดช่วงวัยรุ่นในระยะที่กำลังยืดตัวอย่างรวดเร็วหรือในหญิงตั้งครรภ์ เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทาสรีระ จึงหลีกเลี่ยงได้ยากการป้องกันโดยการทามอยส์เจอไรเซอรืเป็นประจำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและทนต่อการยืดตัวได้โดยไม่ปริหรือแตกลาย วิธีการรักษามีอะไรบ้าง การรักษาผิวแตกลายมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การใช้ยาทา และการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ยาทาที่นิยมใช้ในการรักษาเป็นยาประเภทที่สามารถกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนหรือหนังกำพร้า (หนังแท้) ใหม่ขึ้น เช่น ยาทาที่มีส่วนประกอบของกรดวิตามินเอหรือกรดผลไม้ ได้แก่ แอลฟาไฮดรอกซี (Alpha […]

แผลหลุม

แผลหลุมและผิวไม่เรียบเป็นปัญหาหนึ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญและมาพบแพทย์เพื่อรักษา แผลหลุมทำให้ผิวไม่เรียบ มีลักษณะเป็นคลื่น คล้ายผิวถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ผลงานวิจัยด้านคุณภาพของชีวิตระบุว่า แผลหลุมโดยเฉพาะแผลที่อยู่บนใบหน้ามีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ที่เป็นมากพอๆ กับการป่วยเป็นโรคด่างขาว การมีแผลหลุมสิวบนใบหน้าทำให้รู้สึกอายและขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม โดยส่วนใหญ่มักพยายามเสาะแสวงหาวิธีการรักษาเพื่อให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ หรือต้องจ่ายแพงแค่ไหน แผลหลุมเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อเกิดการอักเสบรุนแรงของผิวหนัง เช่น สิว ฝี โรคสุกใส หรือเกิดบาดแผลลึกบนผิวหนัง ร่างกายจะสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่กรณีตรงข้ามกับแผลเป็นนูน คือ แทนที่จะสร้างผิวใหม่มากเกินไป กลับสร้างน้อยเกินไป ผิวในตำแหน่งนั้นจึงเกิดเป็นรอยหลุม ป้องกันไม่ให้เกิดแผลหลุมได้อย่างไร ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดแผลหลุมที่ผิวหนังที่พบบ่อยคือ การอักเสบที่รุนแรงและการเกิดแผลลึกบนผิวหนัง ดังนั้นเมื่อเกิดการอักเสบหรือเกิดบาดแผลขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที การบีบ บ่ม และแกะแผลหรือสิว มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้นและเกิดเป็นแผลหลุมตามมา วิธีการรักษาแผลหลุมมีอะไรบ้าง วิธีการรักษาแผลหลุมมีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ การทายา การฉีดสารเติมเต็ม และการปรับสภาพผิวด้วยเลเซอร์ วิธีการรักษาโดยการทายาเป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุด เหมาะสำหรับแผลหลุมที่เพิ่งเป็นใหม่ๆ แผลหลุมตื้นๆ หรือคนไข้เด็กและคนไข้ที่กลัวอาการเจ็บจากวิธีการรักษาอื่นๆ ยาทาที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดเรติโนอิกหรือกรดวิตามินเอเป็นยาทาที่นับว่าได้ผลดีที่สุด เพราะมีฤทธิ์ในการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนัง ต้องทาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผลและบางคนอาจเกิดผื่นแดง ผิวแห้ง เนื่องจากการระคายเคืองจากยา หากมีอาการมากควรหยุดยา […]

แผลเป็นนูน

เมื่อเกิดรอบถลอกหรือบาดแผลขึ้น ร่างกายจะมีกระบวนการสร้างผิวใหม่เพื่อทดแทนผิวเก่าที่ถูกทำลายไป ถ้าการสร้างผิวใหม่เป็นไปตามปกติ ผิวที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะเรีบลเนียนเสมอกับผิวบริเวณข้างเคียง แต่ถ้าร่างกายสร้างผิวใหม่ในปริมาณมากเกินไป ผิวในตำแหน่งนั้นก็จะนูนสูงกว่าระดับของผิวข้างเคียง เรียกแผลชนิดนี้ว่า แผลเป็นนูน นอกจากนี้ยังมีแผลเป็นนูนอีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดของแผลเป็นนูนหนาและใหญ่มากกว่าขนาดของแผลตอนเริ่มแรก เรียกแผลเป็นชนิดนี้ว่า “คีลอยด์” (Keloid) ตัวอย่างของคีลอยด์ที่เห็นได้บ่อยๆ เช่น คีลอยด์ที่เกิดขึ้นหลังการเจาะหูหรอืการปลูกฝี ซึ่งแผลแรกเริ่มมีขนาดเท่าปลายเข็ม แต่ขนาดของคีลอยด์อาจใหญ่เท่าปลายนิ้ว แผลเป็นรักษาหายได้จริงหรือ ถ้าเป็นแผลที่ลึกระดับชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้ตอนบน การสมานแผลอาจเกิดเต็มร้อยและไม่เหลือร่องรอยของแผลเดิม เรียกว่า “ไม่มีแผลเป็น” แต่แผลที่เป็นลึกถึงชั้นหนังแท้ตอนล่างมักจะเกิดแผลเป็นตามมาหลายท่านยังเข้าใจผิดว่า แพทย์สามารถรักษาแผลเป็นให้หายสนิทและเรียบเนียนเหมือนผิวหนังปกติ ที่จริงแล้วแผลเป็นคือรอยแผลถาวรและไม่สามารถรักษาให้กลับเป็นเหมือนผิวปกติได้ แต่อาจทำให้แผลมีขนาดเล็กลงหรือมีสีใกล้เคียงกับผิวหนังปกติ อาการคันหรือรู้สึกแปล๊บๆ เป็นอาการผิดปกติหรือเปล่า แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์มักมีอาการคันหรือรู้สึกแปล๊บๆ ได้เป็นครั้งคราวซึ่งเป็นอาการปกติที่เกิดได้ ความรู้สึกที่ว่านี้มักเป็นในระดับน้อย ไม่รุนแรงและหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ถ้ามีอาการคันหรือปวดมาก แพทย์มักสั่งยารับประมานแก้คันหรือแก้ปวดตามอาการเป็นครั้งๆ ไป ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นมะเร็งไหม แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์เป็นปัญหาด้านความสวยงามมากกว่าปัญหาด้านสุขภาพ ยกเว้นถ้าแผลดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่อาจทำให้การเคลื่อนไหวของอวัยวะเกิดการติดขัด เช่น แผลเป็นบริเวณข้อพับหรือบริเวณนิ้วมือ คำถามยอดฮิตที่คนไข้มักสงสัยคือ “ถ้าปล่อยไว้และไม่รักษาจะกลายไปเป็นมะเร็งหรือไม่” ขอตอบเลยว่า “ไม่ต้องกังวล แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์จะไม่กลายเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะปล่อยไว้เป็นเวลานานเท่าไรก็ตาม” เมื่อไหร่ควรรักษา ดังที่เกริ่นไว้แล้วในตอนต้นว่า แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ไม่ใช่ปัญหาด้านสุขภาพ ฉะนั้นตำแหน่งของแผลเป็นจึงเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าจะรักษษหรือไม่ แผลเป็นในตำแหน่งนอกร่มผ้าที่มองเห็นได้ชัด เช่น ใบหน้า มือ มักเป็นปัญหาที่ผู้ป่วยกังวลและขาดความมั่นใจ […]

เลเซอร์รักษาฝ้าได้จริงหรือ

ฝ้า เป็นรอยคล้ำที่พบได้บ่อยในคนผิวคล้ำ เช่น ชาวเอเซีย ชาวอเมริกัน ผิวดำ และชาวเม็กซิกัน มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หญิงไทยจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาฝ้าบนใบหน้า ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนว่าฝ้าเกิดจากอะไร แต่บ่อยครั้งที่พบฝ้าตามหลังภาวะที่ร่ายกายมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้น เช่น ขณะตั้งครรภ์ ขณะรับประทานหรือฉีดยาคุมกำเนิด แสงแดดและแสงจากเตาไฟก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นการเกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าที่เป็นอยู่มีสีเข้มขึ้น อย่างไรก็ดี อย่าเหมาว่ารอยคล้ำที่พบบนใบหน้าจะเป็นฝ้าแต่เพียงอย่างเดียว ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล ไม่นูน มีการกระจายตัวที่คล้ายกันในบริเวณหน้าทั้งสองข้าง ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หน้าผาก โหนกแก้ม คางและบริเวณเหนือริมฝีปากบน รอยคล้ำชนิดอื่นๆ ที่พบบ่อยบนใบหน้า แต่ไม่ใช่ฝ้าและมักทำให้เราสับสน เช่น กระแดด กระเนื้อ และกระลึก จึงจำเป็นต้องแยกให้ออกว่ารอยคล้ำนั้นๆ เป็นฝ้า กระแดด กระเนื้อ หรือกระลึก เพราะมีวิธีการรักษาที่ต่างกัน ในปัจจุบันมีวิธีมาตรฐานที่ใช้รักษาฝ้าได้ผลและปลอดภัยที่สุดคือ การทายา ซึ่งมีหลายชนิด บางชนิดออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) กรดอะเซลาอิก (Azelaic acid) บางชนิดออกฤทธิ์เร่งให้หนังกำพร้าผลัดตัวหลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เม็ดสีส่วนเกินหลุดลอกไปด้วย เช่น กรดวิตามินเอ (Retinoic acid) กรดผลไม้ความเข้มข้นต่ำ (Glycolic […]

ใสกิ๊ก ไร้กระ

กระ คือ จุดแบบราบหรือตุ่มนูนสีน้ำตาลที่มักพบบริเวณนอกร่มผ้าโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า แขน และหลังมือ แต่ก็อาจพบบริเวณใต้ร่มผ้าได้เช่นกัน กระมักไม่เป็นที่ปราถนาของคนที่รักสวยรักงาม โดยเฉพาะคนที่มีผิวขาว เพราะกระไปบดบังความสดใสของใบหน้า อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมหรือชราภาพของผิวหนังที่เกิดจากการทำลายของแสงแดด กระมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กระแดด กระลึก และกระเนื้อ โดยทั้งสามชนิดนี้มีลักษณะและรายละเอียดแตกต่างกัน ไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการทายาแต่รักษาได้ด้วยการทำเลเซอร์ กระแดด กระแดดมีลักษณะเป็นจุดแบบราบสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลายน้อยกว่า 1 เซนติเมตร มักกระจายบนใบหน้าหรือผิวหนังบริเวณนอกร่มผ้า และมักเพิ่มจำนวนตามอายุ เมื่อได้รับแสงแดดสีของกระจะเข้มขึ้น ทำให้ความขาวใสของใบหน้าลดลง การทายาประเภทกรดวิตามินเอ ไฮโดรควิโนน กรดผลไม้ อาร์บูติน โคจิก หรือการลอกผิวด้วยกรด ไม่สามารถทำให้กระหายไปได้ แต่อาจทำให้กระมีสีจางลง เมื่อหยุดทายา กระก็กลับมีสีเข้มเหมือนเดิม เลเซอร์จึงเป็นวิธีการกำจัดกระแดดที่ได้ผลที่ดีสุดในปัจจุบัน และมักหายได้โดยการเลเซอร์เพียงครั้งเดียว กระลึก กระลึก หรือบางท่ายเรียกว่า กระโฮริ (Hori) เพราะแพทย์ชาวญี่ปุ่นเป็นคนตั้งชื่อกระชนิดนี้ มีลักษณะเป็นจุดราบสีน้ำตาลเข้มหรอืน้ำตาลเทามักพบรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างหรือบริเวณขมับ โดยทั่วไปกระลึกจะเริ่มปรากฏตอนอายุประมาณ 20-30 ปี พบบ่อยในผู้หญิงชาวเอเซีย และอาจมีประวัติของสมาชิกในครอบครัวที่มีกระในลักษณะเดียวกัน ยาทาและการลอกผิวด้วยน้ำยาเคมีไม่สามารถรักษากระลึกได้แต่รักษาให้หายขาดได้ด้วยเลเซอร์ระบบคิวสวิตช์ แต่ต้องทำหลายครั้ง (ส่วนใหญ่มากกว่า […]

เตรียมตัวเตรียมในก่อนไปเลเซอร์

เมื่อพูดถึงการทำเลเซอร์ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำแล้วต้องหยุดงานและพักรักษาตัวอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน ในทางตรงกันข้าม มีหลายท่านที่คิดว่าการทำเลเซอร์เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากทำเสร็จแล้วเดินปร๋อกลับบ้านได้เลย ที่จริงแล้วก่อนจะทำเลเซอร์ท่านควรทำการบ้านมาก่อนพอสมควร เพื่อจะได้เตรียมตัวอย่างถูกวิธี เตรียมใจกับความตื่นเต้น เตรียมพร้อมกับการอาการเจ็บทั้งระหว่างและหลังการทำเลเซอร์และเตรียมดูแลตัวเองหลังทำเลเซอร์ได้อย่างถูกต้อง ทำความเข้าใจกับแพทย์ว่าสิ่งที่ต้องการรับการรักษาคืออะไร สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสิ่งหนึ่งที่ควรทำ คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเลเซอร์รักษาอะไรได้บ้าง หลายคนเข้ามาพบแพทย์แล้วบอกว่า “ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ใบหน้าดูดีขึ้น” แต่บ่อยครั้งที่แพทย์และคนไข้มีมุมมองด้านความสวยงามต่างกัน คุณควรบอกความต้องการที่ชัดเจน ควรทำความเข้าใจให้ตรงกับแพทย์ผู้ให้การรักษาว่าสิ่งที่ต้องการรักษาคืออะไร เช่น กระ ริ้วรอย หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้า วิธีที่ดีที่สุดหนึ่งคือ ส่องกระจกแล้วชี้ตำแหน่งให้แพทย์ดู นอกจากนี้หลายคนยังเข้าใจว่า เลเซอร์เป็นเครื่องมือที่รักษาตุ่มหรือปื้นบนผิวหนังได้ทุกชนิด ประมาณว่าใช้เครื่องเลเซอร์เพียงเครื่องเดียวหรือรักษาเพียงครั้งเดียวก็หายหมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ทำเลเซอร์เจ็บแค่ไหน การรักษาด้วยเลเซอร์ทุกชนิด คุณจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นที่ผิวหนังความรู้สึกระหว่างการทำเลเซอร์มีหลายระดับ ตั้งแต่รู้สึกอุ่นๆ ที่ผิว รู้สึกคล้ายหนังยางดีดผิว หรืออาจรู้สึกเจ็บเหมือนถูกไฟจี้ ระดับความรู้สึกนี้ขึ้นกับชนิดของเลเซอร์และความลึกที่แสงเลเซอร์เข้าถึง ตัวอย่างเช่น การทำเลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดไม่มีแผลจะรู้สึกอุ่นๆ ที่ผิวระหว่างทำ การลบรอยสักและการกำจัดขนด้วยเลเซอร์จะรู้สึกคล้ายถูกหนังยางดีดผิว ในขณะที่การกำจัดไฝหรือการปรับสภาพผิวชนิดมีแผลจะรู้สึกคล้ายถูกไฟจี้ การลดความเจ็บปวดระหว่างการทำเลเซอร์มีหลายวิธี เช่น ทายาชา ฉีดยาชา ดมยาสลบ ใช้ความเย็นช่วย แต่การทายาชาได้รับความนิยมสูงสุดเพราะไม่ต้องเจ็บจากการฉีดยาชาอีก แต่ข้อเสียคือ ยาชาชนิดทาไม่ออกฤทธิ์ทันที ทาแล้วต้องนั่งรอ 30-45 นาทีเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ และจะอยู่ได้นานประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากเช็ดยาชาออก […]

เลเซอร์มีมากมาย เลือกชนิดไหนดี

การใช้เลเซอร์เพื่อรักษาภาวะผิดปกติของผิวหนัง หรือเพื่อเสริมสร้างความงาม เป็นวิธีการรักษาซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย สถานพยาบาลที่ให้บริการการรักษาด้วยเลเซอร์ผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นตึกแถวในย่านชุมชน ห้องเช่าในห้างสรรพสินค้า ในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน เหตุผลที่ทำให้เลเซอร์กลายเป็นที่นิยมเพราะเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ยุ่งยาก (เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ ในอดีต) และผลการรักษาดีมาก มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการทำให้มีการคิดประดิษฐ์เลเซอร์ชนิดใหม่ๆ เพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้ป่วยที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันจึงมีเลเซอร์มากมายหลายชนิดที่ใช้อยู่ในวงการแพทย์ ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้นที่ติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการแขนงนี้ไม่ทัน แม้แต่แพทย์ผิวหนังเองก็ทราบดีว่าพวกเราแทบจะต้องวิ่งตามความรุดหน้าของศาสตร์แขนงนี้ เลเซอร์ คือ แสงชนิดหนึ่งซึ่งมีความจ้าและพลังงานสูงมาก สิ่งที่ทำให้เลเซอร์แตกต่างกับแสงชนิดอื่นๆ คือ พลังงานของแสงเลเซอร์สามารถดูดซึมเข้าไปในส่วนประกอบเล็กๆ ในเซลล์ผิวหนังได้ เช่น แสงเลเซอร์บางชนิดสามารถดูดซับเข้าไปในเม็ดสีเมลานิน บางชนิดดูดเข้าไปในเม็ดเลือดหรือดูดเข้าไปในเซลล์ทีร่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ เมื่อแสงเลเซอร์เข้าไปในเซลล์จะทำให้เกิดความร้อนขึ้นในเซลล์ จนเซลล์สลายตัวไปในที่สุด ด้วยศาสตร์และความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เกิดการค้นพบว่า เราสามารถปรับตั้งค่าพลังงานของเครื่องเลเซอร์เพื่อให้เกิดความร้อนขึ้นเฉพาะภายในเซลล์ โดยไม่ให้ความร้อนแผ่กระจายไปถูกเนื้อเยื่อดีรอบๆ กล่าวโดยสรุป จุดเด่นของเลเซอร์คือ ความสามารถในการทำลายอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย หลายท่านยังคิดว่าเลเซอร์ทำงานเหมือนเครื่องจี้ไฟฟ้าหรือเหมือนมีดผ่าตัด ซึ่งต้องผ่าตัดเลาะหนังตั้งแต่ชั้นนอกจนลึกไปถึงชั้นในเพื่อตัดสิ่งที่ไม่ต้องการออก และหลังการรักษามักเป็นแผลและมีสะเก็ด แต่ที่จริงแล้วหลักการทำงานของเลเซอร์แตกต่างกับเครื่องจี้ไฟฟ้าหรือการใช้มีดผ่าตัดโดยสิ้นเชิง แพทย์สามารถใช้เลเซอร์ทำงานสิ่งที่เราไม่ต้องการได้อย่างเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น การใช้เลเซอร์กำจัดขน แสงเลเซอร์จะวิ่งไปจับเซลล์บริเวณรากขนโดยไม่ทำลายผิวหนังส่วนอื่น เมื่อทำเสร็จแล้วจะไม่มีแผล มีเพียงรอยแดงเรื่อๆ รอบๆ รูขุมขน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเฉพาะหลอดเลือดหรือทำลายเฉพาะเซลล์สร้างสีได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีเลเซอร์มากมายหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็ใช้งานไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลให้ดีว่า ปัญหาผิวหนังหรือสิ่งที่ท่านต้องการแก้ไขคืออะไร และควรใช้เลเซอร์ชนิดใด ไม่มีเลเซอร์ชนิดไหนที่รักษาได้สารพัดโรค […]

1 2 3