เครื่องพลาสมาเพื่อการดูแลผิวอย่างล้ำลึก

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยแผลเรื้อรังส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาในการรักษา เช่น การดื้อยา แผลติดเชื้อ หรือแผลหายช้ากว่าปกติ ซึ่งการรักษาปกติให้ผลได้ไม่ดีนัก แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไป ด้วยการนำเทคโนโลยี “พลาสมา” มาประยุกต์กับวิทยาการทางการแพทย์

ก่อนจะพูดถึงเทคโนโลยีพลาสมา เรามาทำความรู้จักกับพลาสมากันก่อนดีกว่า

พลาสมา (plasma) เป็นอีกหนึ่งสถานะของสสาร (สถานะที่ 4 ของสสาร) ซึ่งก็คือ แก๊สที่มีสภาพเป็นไอออน หรือแก็สมีประจุ โดยเมื่อปี ค.ศ. 1879 เซอร์ วิลเลียม ครูกส์ (Sir William Crookes) นักเคมีและนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้มีการกล่าวถึงสถานะนี้เป็นครั้งแรก และในปี ค.ศ. 1928 เออร์วิง แลงเมียร์ (Irving Langmuir) นักเคมีและนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เป็นคนแรกที่เรียกสถานะของสสารนี้ว่า พลาสมา เนื่องจากเขานึกถึงพลาสมาของเลือด

การทำให้เกิดสถานะพลาสมา ทำได้โดยให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงกับแก๊สที่เป็นกลางทางไฟฟ้าที่อุณหภูมิสูง ซึ่งอิเล็กตรอนอิสระที่ได้รับพลังงานสูงจะวิ่งเข้าชนกับอะตอมของแก๊ส ทำให้อิเล็กตรอนของอะตอมแก๊สหลุดออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการแตกตัวเป็นไอออน (ionization) อะตอมของแก๊สที่สูญเสียอิเล็กตรอนก็จะมีสภาพเป็นไอออน หรือมีสถานะเป็นพลาสมานั่นเอง

เทคโนโลยีพลาสมาถูกนำมาใช้ในด้านการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2556 โดยความร่วมมือของ นายแพทย์ชาญชัย ฉัตรศิริมงคล และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ในขณะนั้น นายแพทย์ชาญชัยและทีมงาน ได้ร่วมวิจัยและผลิตเครื่องพลาสม่าเย็น ที่เรียกว่าพลาสมาเย็นเนื่องจากในขั้นตอนการผลิตพลาสมาจำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงมาก เครื่องผลิตพลาสมาจึงต้องผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิก่อน เพื่อให้ใช้ได้กับผิวหนังของมนุษย์ในอุณหภูมิปกติ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีพลาสมาเย็นได้เป็นที่นิยมในสถานเสริมความงาม เพราะนอกจากจะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้กระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังมีการพัฒนาเครื่องมือในการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าอีกด้วย เช่น เครื่องมือในการทำตาสองชั้น แก้ปัญหาหนังตาตก ซึ่งใช้เทคโนโลยีพลาสมาเย็น แทนการผ่าตัด หรือการทำเลเซอร์ การใช้เครื่องมือนี้จะทำให้ไม่เกิดรอยดำหรือแผลเป็น ซึ่งให้ผลดีกว่าการผ่าตัด หรือการใช้เลเซอร์