โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์

คุณที่กำลังเลือกวิธีการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นมักมีความสับสนหนึ่งเกิดขึ้นในใจ นั่นคือ ไม่รู้ว่าจะรักษาด้วยโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์ดี ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ริ้วรอยที่เห็นชัดขณะแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นแนวขวางบนหน้าผากที่เห็นขณะยักคิ้ว รอยย่นบริเวณหว่างคิ้วที่เกิดเวลาเราขมวดคิ้ว และรอยตีนกาที่เห็นเวลาเรายิ้ม ริ้วรอยต่างๆ เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ ในตอนที่เราอายุน้อยกล้ามเนื้อจะหดและคืนตัวได้ดี ดังนั้นเมื่อเราหยุดแสดงสีหน้า ริ้วรอยพวกนี้ก็จะหายไป แต่เมื่ออายุมากขึ้นริ้วรอยย่นเหล่านี้จะเด่นชัดมากขึ้น และพัฒนาไปเป็นริ้วรอยที่คงอยู่แม้ว่าเราจะแสดงสีหน้าหรือไม่ก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะกล้ามเนื้อไม่สามารถคลายตัวกลับคืนได้เท่าเดิม จึงดึงรั้งผิวหนังให้เกิดเป็นรอยย่น
ริ้วรอยอีกประเภทคือ ริ้วรอยที่ไม่ได้เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นที่บริเวณแก้ม คาง รอยบริเวณร่องแก้ม สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยประเภทนี้คือ การเสื่อมสภาพของเส้นใยคอลลาเจนและเนื้อเยื่อค้ำจุนของผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดและจากการเสื่อมตามกาลเวลาส่วนสาเหตุรองได้แก่ ผิวขาดความชุ่มชื้น การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า ฯลฯ
หลักในการเลือกวิธีการรักษา
หลักง่ายๆ ในการเลือกวิธีการรักษาคือ โบท็อกซ์เหมาะสำหรับริ้วรอยที่เกิดขณะแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก หว่างคิ้ว และรอยตีนกา เลเซอร์เหมาะสำหรับริ้วรอยที่ไม่ได้เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นที่บริเวณแก้ม คาง ส่วนฟิลเลอร์ใช้แก้ไขริ้วรอยในส่วนที่โบท็อกซ์และเลเซอร์แก้ไขไม่ได้ เช่น รอยบริเวณร่องแก้ม รอยบริเวณหว่างคิ้วที่ลึกมากจนโบท็อกซ์แก้ไขได้ไม่หมด
โบท็อกซ์
คือคำที่ใช้จนติดหู โบท็อกซ์ คือ สารโบทูลินัมท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin A) แบรนด์หนึ่ง เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งสร้างจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) โบท็อกซ์ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ เป็นผลให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกล้ามเนื้อเกิดอัมพาตนั่นเอง โดยจะเกิดผลเฉพาะกล้ามเนื้อมัดที่ได้รับการฉีดยา โบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน เห็นผลสูงสุดใน 1-2 สัปดาห์ และมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 3-4 เดือน หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อยๆ หดตัวกลับมาเหมือนเดิม เนื่องจากฤทธิ์ที่ไม่ถาวรนี้เองจึงทำให้ต้องฉีดยาซ้ำหากต้องการคงสภาพของผลการรักษา ตำแหน่งของริ้วรอยที่นิยมฉีดโบท็อกซ์ ได้แก่ รอยย่นหน้าผาก หว่างคิ้ว และรอยตีนกา นอกจากนี้ยังใช้แก้ไขริ้วรอยบริเวณรอบปาก การแก้ไขให้รูปหน้าดูเรียวมากขึ้น (ฉีดเพื่อลดกราม) และการฉีดเพื่อยกกระชับผิว
ผลข้างเคียงจากการฉีดที่เกิดขึ้น ได้แก่ อาการปวดศีรษะ หรือรู้สึกเจ็บๆ คันๆ รอยซ้ำจากการที่เข็มฉีดยาแทงทะลุหลอดเลือดแตก (ซึ่งมักเกิดบริเวณหางตา) อาการคิ้วหรือหนังตาตก อาการปวดบวมบริเวณที่ฉีดกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉพาะที่ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยและจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์

ฟิลเลอร์
บางคนเรียกเป็นภาษาไทยว่า “สารเติมเต็ม” คือสารที่ใช้ฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้เพื่อเติมบริเวณที่เป็นหลุมหรือเป็นร่องลึกให้เต็มขึ้น ในปัจจุบันสารที่นิยมคือสารประกอบของกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเนื้อเยื่อของหนังแท้ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในหนังแท้จะช่วยดันบริเวณที่เป็นร่องให้ตื้นขึ้น สารพวกนี้ส่วนใหญ่จะค่อยๆ สลายตัวหมดไปใน 6-9 เดือน ตำแหน่งของริ้วรอยที่นิยมแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ รอยบริเวณร่องแก้ม รอยบริเวณหว่างคิ้วที่ลึกมาก ซึ่งอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ควบคู่กันไป นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังสามารถใช้ฉีดแก้ไขรอยย่นบริเวณรอบๆ ปาก และฉีดริมฝีปากหรือแก้มให้ดูอวบอิ่มขึ้น
เลเซอร์
เลเซอร์ใช้ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น มักใช้รักษาริ้วรอยที่ไม่ได้เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นที่บริเวณแก้ม คาง และรอบปาก การปรับสภาพผิวด้วยเลเซอร์มักทำให้สีผิวขาวขึ้น แพทย์จึงนิยมใช้เลเซอร์รักษาทั้งใบหน้าในคราวเดียวเพื่อให้สีผิวโดยรวมดูเนียนเสมอกัน เลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดแผลน้อยหรือเลเซอร์ปรับสภาพผิวเป็นส่วนๆ เป็นระบบที่พัฒนามาล่าสุด พัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้ผลการรักษาใกล้เคียงกับเลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดมีแผล แต่จะเกิดแผลหลังการรักษาที่น้อยกว่า แผลหายเร็วกว่า และโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า
รวมมิตรโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และเลเซอร์
ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และเลเซอร์ มีคุณสมบัติในการแก้ไขริ้วรอยย่นต่างประเภทกัน โดยธรรมชาติแล้วริ้วรอยย่นบนใบหน้ามักมีสองประเภทอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นแพทย์อาจใช้ทั้งโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และเลเซอร์ เพื่อรักษาริ้วรอยที่ต่างประเภทกัน โดยทั่วไปโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์สามารถทำควบคู่กันไปในการรักษาคราวเดียว แต่มักไม่ทำในวันเดียวกันกับการทำเลเซอร์ เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ และเพื่อป้องกันความร้อนซึ่งเกิดจากเลเซอร์ที่อาจมีผลลบต่อโบท็อกซ์ และหรือฟิลเลอร์ที่เพิ่งฉีดเข้าไป
ข้อคิดทิ้งท้าย
โดยธรรมชาติแล้วริ้วรอยเหี่ยวย่นเป็นสิ่งที่พบได้บนใบหน้าของวัยกลางคนทั่วไป การรักษาริ้วรอยเหล่านี้ควรยึดทางสายกลางในการลดความเด่นชัดของริ้วรอย การขจัดริ้วรอยเหล่านี้ให้หมดเกลี้ยงเป็นไปได้ยาก และอาจทำให้ใบหน้าของท่านดูผิดธรรมชาติไปได้

Tip:
ถาม: ถ้าเคยฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์มาแล้ว จะทำเลเซอร์บริเวณผิวหนังดังกล่าวได้หรือไม่ โบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะถูกความร้อนของเลเซอร์ทำลายไปหรือไม่
ตอบ: เคยมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ฤทธิ์ของโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ยังคงอยู่หลังเลเซอร์ที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ฉีดสารทั้งสองชนิด